
สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายคน อาจจะเคยได้ยินคำว่า “Spread” หรือ “ค่า Spread” กันมาบ้าง แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่า Spread คือ อะไรกันแน่ และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะเปรียบเทียบ Spread อย่างไรให้ได้โบรกเกอร์ที่เหมาะสมที่สุดกับสไตล์การเทรดของตัวเอง บทความนี้จะนำเสนอ “วิธีการเปรียบเทียบ Spread อย่างชาญฉลาด เพื่อให้คุณสามารถลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้สูงสุด
ทำความเข้าใจพื้นฐาน Spread คืออะไร?
ก่อนจะไปถึงวิธีการเปรียบเทียบ เราต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า Spread คือ อะไร Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid Price) และราคาเสนอขาย (Ask Price) ของสินทรัพย์ทางการเงินใดๆ ส่วนต่างนี้คือค่าใช้จ่ายแฝงที่คุณต้องจ่ายทุกครั้งที่เข้าและออกจากตำแหน่งการเทรด ซึ่งทำหน้าที่เป็นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมสำหรับโบรกเกอร์หรือผู้ให้บริการสภาพคล่อง
การทำความเข้าใจว่า Spread คืออะไรอย่างแท้จริง จะช่วยให้คุณประเมินต้นทุนการเทรดได้อย่างแม่นยำ และรู้ว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมาจากอะไร ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
3 วิธีการเปรียบเทียบ Spread ที่น่าทำตาม
การเปรียบเทียบ Spread ไม่ได้หมายถึงการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread แคบที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการเลือกโบรกเกอร์ที่มีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรดของคุณ นี่คือขั้นตอนที่คุณควรพิจารณา
1. เปรียบเทียบประเภทของSpread โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีSpreadหลักๆ อยู่ 2 ประเภท คือ
- Spreadคงที่ (Fixed Spread): ค่า Spread จะถูกกำหนดไว้ตายตัว ไม่ว่าตลาดจะมีความผันผวนแค่ไหนก็ตาม ข้อดีคือคุณสามารถคำนวณต้นทุนล่วงหน้าได้ง่าย ทำให้เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการความแน่นอน
- Spreadลอยตัว (Variable/Floating Spread): ค่าSpreadจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพตลาดและปริมาณการซื้อขาย โดยมักจะแคบในช่วงที่ตลาดปกติและกว้างขึ้นในช่วงที่มีความผันผวน ข้อดีคือมักจะมี Spread ที่ต่ำกว่าในช่วงปกติ แต่มีความเสี่ยงที่ Spread จะขยายตัวได้ตลอดเวลา
ดังนั้น เมื่อจะเปรียบเทียบ Spread คืออะไรที่เหมาะกับคุณเเล้ว คุณต้องพิจารณาว่าคุณให้ความสำคัญกับความแน่นอนของต้นทุน (Spread คงที่) หรือต้นทุนที่ต่ำที่สุดในสภาวะตลาดปกติ (Spreadลอยตัว)
2. พิจารณาค่าธรรมเนียมอื่นๆ นอกเหนือจากSpread โบรกเกอร์บางรายอาจโฆษณาว่ามี Spread ที่แคบมาก แต่กลับไปเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ค่าคอมมิชชั่นต่อล็อต ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องนำมาคำนวณรวมกับ Spread ด้วย เพื่อให้ได้ต้นทุนรวมที่แท้จริง
- โบรกเกอร์แบบSpreadกว้างแต่ไม่มีคอมมิชชั่น: เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นความง่ายและไม่ต้องการคำนวณค่าธรรมเนียมหลายส่วน
- โบรกเกอร์แบบSpreadแคบและมีคอมมิชชั่น: เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เทรดบ่อย (เช่น Scalper) หรือนักลงทุนที่มีปริมาณการเทรดสูง เพราะถึงแม้จะมีค่าคอมมิชชั่น แต่ต้นทุนรวมเมื่อคำนวณจาก Spread ที่แคบมากแล้ว อาจต่ำกว่าโบรกเกอร์ประเภทแรก
ดังนั้น การเปรียบเทียบ Spread คืออะไรที่ ต้องคำนวณรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดร่วมกัน ไม่ใช่แค่ Spread เพียงอย่างเดียวครับ
3. สภาพตลาดและช่วงเวลาการเทรด การเปรียบเทียบ Spread ที่ดีต้องคำนึงถึงสภาพตลาดและช่วงเวลาที่คุณทำการเทรดด้วย โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะแสดง Spread เฉลี่ยในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง แต่ Spread อาจขยายตัวอย่างมากในช่วงเวลาข่าวสำคัญหรือในช่วงที่ตลาดปิดทำการ โดยเราสามารถอธิบายเพิ่มเติมเป็นช่วงๆ ได้ดังต่อไปนี้ครับ
- Spreadในช่วงข่าว: หากคุณเป็นนักลงทุนที่ชอบเทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญ คุณต้องเปรียบเทียบว่าโบรกเกอร์แต่ละรายมีการขยายตัวของ Spread มากน้อยแค่ไหนในช่วงเวลาดังกล่าว
- Spreadในช่วงตลาดเปิด: หากคุณเทรดในตลาดหลักในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง คุณควรเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread เฉลี่ยที่แคบกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ครับ
นอกจากนี้ การเปรียบเทียบ Spread คือ การพิจารณาความสม่ำเสมอของโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือควรมีSpreadที่ค่อนข้างคงที่ในช่วงตลาดปกติ ไม่ใช่ Spread ที่สวิงไปมาโดยไม่มีเหตุผลครับ
จากที่กล่าวมาทั้งหมด การเปรียบเทียบ Spread ไม่ได้เป็นเพียงการดูตัวเลขที่โบรกเกอร์โฆษณา แต่เป็นการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น เพื่อให้คุณได้โบรกเกอร์ที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเอง
เป็นอย่างไรกันครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “วิธีการเปรียบเทียบ Spread” ที่ทุกๆ ท่านได้ศึกษากันไปในข้างต้น ต้องพึ่งระลึกเอาไว้เสมอว่า Spread คือ ต้นทุนที่คุณต้องจ่ายทุกครั้งที่เทรด การบริหารต้นทุนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในระยะยาวในฐานะนักลงทุนครับ ขอให้คุณโชคดีกับการลงทุนในอนาคตครับ
